คู่โทนนัดตกค้าง!โคราชมีลุ้นบุกเฮถึงรังไทยฮอนด้า

โตโยต้า ไทยลีก เกมนัดตกค้าง! เกมหนีตายเดือด ไทยฮอนด้า รองบ๊วยที่กระหายชัยชนะเพื่อต่อลมหายใจหนีตกชั้น ไร้ปราการหลังชาวญี่ปุ่นติดแบน แต่แนวรุกไม่มีปัญหา จัดเต็มใส่ สิทธิโชค กันหนู ซัลโว รับมือ “สวาดแคท” นครราชสีมา มาสด้า ที่อันดับยังไม่ปลอดภัย ต้องการแต้มเช่นกัน ฝากความหวังที่ เปาโล รันเชล หัวหอกฟอร์มฮอต

Gclub

การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 เกมนัดตกค้างจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 ที่โดนพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก แข่งไม่ได้ ต้องมาเตะกันใหม่ วันเสาร์ที่ 30 กันยายน 2560 ที่สนามเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มีนบุรี เวลา 18.00 น. “อินทรีอัคนี” ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง ทีมรองบ๊วยที่มี 20 แต้ม จาก 28 นัด เปิดบ้านรับมือ “สวาดแคท” นครราชสีมา มาสด้า ทีมอันดับ 14 ที่มี 31 แต้ม จาก 28 นัด ยังต้องลุ้นหนีตกชั้นทั้งสองทีม ถ่ายทอดสดช่องทรูสปอร์ต เอชดี 3

Gclub แจกโบนัสฟรี 100% Gclub Royal มิติใหม่ แห่งการเล่นพนันออนไลน์ Gclub ผ่านเว็บ ผ่านมือถือ บริการฝาก-ถอน เล่น จีคลับ คาสิโนออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มามะมาจอยกันๆ

เกมนี้ “โค้ชโดนัท” อัคถภรณ์ ชลิตาภรณ์ กุนซือคนหนุ่มของทีมไทยฮอนด้า ยังไม่มี มิชิตากะ อากิโมโตะ แนวรับชาวญี่ปุ่นที่ติดโทษแบน ส่วนแดนกลาง บารมี ลิ้มวัฒนะ ยังรอเช็กความฟิต ขณะที่ 3 แนวรุก ราฟาเอล ลิมา, สิทธิโชค กันหนู และ เชซุส ริคาร์โด้ ยังพร้อมลงล่าตาข่ายเช่นเดิม โดยไทยฮอนด้ามีแต้มตามหลังอันดับ 15 สุโขทัย เอฟซี ที่เป็นพื้นที่รอดตกชั้นอยู่ถึง 10 แต้ม แต่ยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด รวม 6 เกม ที่จะมีคะแนนให้เก็บอีก 18 แต้ม

สำหรับ 11 ผู้เล่นตัวแรกที่คาดว่าน่าจะลงสนามให้ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง ประกอบด้วย ณัฐชานนท์ โจถาวร (ผู้รักษาประตู), วัชระ มหาวงศ์, ปฏิภาณ อุ่นอบ, เกรียงไกร ชาสังข์, สุพจน์ วงษ์หอย, เคลาดิโอ กุสตาโว่, นพพล ผลอุดม, บารมี ลิ้มวัฒนะ, ราฟาเอล ลิมา, สิทธิโชค กันหนู, เชซุส ริคาร์โด้

ด้าน มิลอส โจซิค กุนซือร่างอวบของทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่ต้องขาด เอกณัฏฐ์ คงเกตุ ที่ติดโทษแบน คาดว่าน่าจะส่ง ณัฐพงษ์ สายริยา ลงมาประจำการแดนหลังแทน ส่วนรายที่ยังไม่หายเจ็บ ประลอง สาวันดี ที่เจ็บหัวเข่าหยุดยาวไปแล้ว เกมนี้ยังคงมี เปาโล รันเชล หัวหอกแซมบ้า ที่มากับสีผมสีทองขาวสะดุดตาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

สำหรับ 11 ผู้เล่นตัวแรกที่คาดว่าน่าจะลงสนามให้นครราชสีมา มาสด้า ประกอบด้วย วีระ เกิดพุดซา (ผู้รักษาประตู), เดชา สร้างดี, เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, วิคเตอร์ อิกโบเนโฟ, ณัฐพงษ์ สายริยา, เอกชัย ฤทธิ์พันธ์, อธิบดี เอติรัตน์, อันโตนิโอ พีน่า, ชาคริต ระวันประโคน, โดมินิค อาดิเยียห์, เปาโล รันเชล

 

“ชานซู เซติน” นักตบลูกยางสาวแดนเติร์ก

โดดเด่นสะดุดตาทีเดียว! สำหรับ ชานซู เซติน นักวอลเลย์บอลสาวชาวตุรกี สังกัด วาคีฟแบงค์ สโมสรดังในลีกตุรกี ที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนนักตบลูกยางทั่วโลก

ถึงขนาดที่หลายคนเริ่มมองไปที่การหันเหอาชีพของเธอ ว่าอาจเดินตามรอยของ อลิส มานโยน็อค อดีตนักวอลเลย์บอลสาวชาวรัสเซีย เจ้าของตำแหน่ง มิสอินเตอร์เนชั่นแนล รัสเซีย 2016 ที่ปัจจุบันหันไปเอาดีในวงการนางแบบ

แต่เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่เธอกลับไม่ติดทีมชาติชุดที่จะเดินทางมาแข่งขันศึกวอลเลย์บอลหญิง เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2017 สนามที่สาม ที่บ้านเราในช่วงสุดสัปดาห์นี้

งานนี้ แฟนๆลองไปชมภาพของเธอ แล้วตัดสินกันดูว่า หากนักตบสาววัย 24 ปี ตัดสินใจเบนเส้นทางอาชีพ จะไปได้สวยหรือเปล่า

สวยจนต้องเปลี่ยนอาชีพ! “อลิส มานโยน็อค” อดีตนักตบลูกยางสาว มาดูกันเลย

ลิปสติกแดงที่เหมาะกับคุณ

 

เพราะผู้หญิงมีหลายแบบ และสีแดงก็มีหลายเฉด คงจะมีสักเฉดที่เหมาะกับบุคลิกของคุณ

ผู้หญิงหลายคนชอบที่จะทาริมฝีปากด้วยลิปสติกสีแดงสด แต่ก็มีผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่กล้าจะใช้ลิปสติกโทนสีแดงเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าไม่มั่นใจในสีผิวของตัวเอง หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าตัวเองดูเป็นผู้หญิงจัดจ้าน แต่ความจริงแล้วลิปสติกโทนสีแดงจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้คุณเป็นผู้หญิงดูเย้ายวนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างสีสันให้ผู้หญิงมีชีวิตชีวาขึ้นด้วย ทีนี้หากคุณอยากลองใช้ลิปสติกโทนสีแดงกับเขาบ้าง จะเลือกใช้ลิปสติกสีแดงแบบไหนดีให้เข้ากับตัวคุณ

แดงแกมม่วง

หญิงสาวที่ชอบความลึกลับทว่าแฝงไปด้วยความเซ็กซี่ควรใช้สีนี้ หลังจากบำรุงริมฝีปาก ให้วาดขอบปากด้วยดินสอหรือลิปสติกสีแดงเข้ม แล้วทาลิปสติกสีแดงเข้มก่อนแล้วค่อยทาทับด้วยลิปกลอสสีแดงม่วง เน้นสีตาด้วยอายแชโดว์โทนสีน้ำตาลปนม่วง แค่นี้คุณย่างกรายไปทางไหนจะมีแต่สายตา ที่มองดูคุณเป็นผู้หญิงเซ็กซี่ มีเสน่ห์น่าค้นหา

แดงชมพู

สีนี้เข้าได้กับผู้หญิงเกือบทุกสีผิวเขียนขอบปากด้วยสีแดงสด ทาทับด้วยลิปสติกสีแดงชมพู โดยวาดขอบปากด้านบนตรงรอยหยักกึ่งกลางให้เป็นรูปโค้งมน จะช่วยเพิ่มความอ่อนหวานส่วนดวงตาใช้อายแชโดว์สีชมพูอ่อนระบายให้ทั่วเปลือกตา เน้นเส้นอายไลเนอร์บนขอบตาบนและล่างด้วยดินสอเขียนขอบตาสีน้ำตาลเข้ม ปัดขนตาด้วยมาคาร่าสีเข้ม คุณจะกลายเป็นหญิงสาวแสนหวานขึ้นมาในบัดดล

น้ำตาลประกายแดง

เหมาะกับสาวผิวสี เพราะจะช่วยเพิ่มความสว่างใสให้กับใบหน้า วาดขอบปากด้วยสีน้ำตาลแดงแล้วใช้พู่กันทาปาก แต้มลิปสติกสีน้ำตาลค่อนไปทางแดงทาทับ เปลือกตาควรทาด้วยอายแชโดว์สีน้ำตาลประกายแดง โดยระบายในลักษณะกลมมนตามเบ้าตาปัดคิ้วด้วยอายแชโดว์สีน้ำตาลที่อ่อนกว่าสีคิ้วจริงเล็กน้อย แล้วตามด้วยปัดมาสคาร่าสีธรรมชาติ เหมาะกับผู้หญิงที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

แดงเพลิง

สีนี้เข้าได้ดีกับผู้หญิงทุกสีผิวที่ต้องการความมาดมั่น หลังขั้นตอนบำรุงริมฝีปากด้วยลิปมอยส์เจอไรเซอร์แล้ว เริ่มด้วยการวาดขอบปากด้วย ดินสอหรือลิปสติกสีแดงเข้ม โดยเน้นขอบปากด้านบนตรงรอยหยักกึ่งกลางปากให้เป็นรูปตัววีเหลี่ยมอย่างชัดเจน ทาทับด้วยลิปสติกสีเดียวกันให้ทั่ว แล้วแต้มลิปกลอสลงไปอีกนิด ช่วยเพิ่มความเย้ายวนให้กับริมฝีปาก เหมาะกับผู้หญิงเก่งและมั่นใจเช่นคุณ

แดงใส ๆ แบบสาวซื่อ ๆ

เหมาะกับสาวที่อยากให้ตัวเองดูเป็นสาวแรกรุ่น ใช้พู่กันแต้มลิปสติกสีแดงส้มหรือแดงชมพูทาบริเวณกึ่งกลางด้านในริมฝีปากบนและล่าง แล้วใช้พู่กันเกลี่ยลิปสติกส่วนที่เหลือให้จางจนเต็มรูปริมฝีปาก เม้มปากบนทิชชูให้เนื้อลิปสติกเหลือบางเบา ทาทับด้วยลิปกลอสใส ปัดขนตาด้วยมาสคาร่าสร้างสีสันให้พวงแก้มด้วยบลัชออนโทนสีสว่าง เท่านี้คุณก็เป็นหญิงสาวที่สวยใสและน่าทะนุถนอมอย่างที่สุด

5 สูตรเนรมิตผมสวย ด้วย “ดอกอัญชันหมักผม

Gclub
จริงๆ แล้วการดูแลเส้นผมมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี ซึ่งวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากสาว ๆ ก็คือ “การหมักผม” นั่นเอง และที่สำคัญครีมหมักผมในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายตามใจชอบ แต่วันนี้ไม่ต้อง เราไม่ต้องไปเสียเวลาออกไปซื้อครีมหมักผมแล้ว เพราะเราจะทำกันเองที่บ้าน สำหรับส่วนผสมหลักที่เราจะใช้ในวันนี้เป็นสมุนไพรใกล้รั้วอย่าง “ดอกอัญชัน” ส่วนวิธีหมักผมด้วยดอกอัญชัญทำอย่างไรบ้าง ไปรู้กันเลย

5 สูตรผมสวยด้วย ดอกอัญชัญหมักผม

1. สูตรหมักผมสวยด้วย ดอกอัญชันเพียวๆ เริ่มกันที่สูตรแรกอย่างง่ายๆ กันก่อน คือการใช้ส่วนผสมดอกอัญชันเพียงอย่างเดียว วิธีทำคือ นำดอกอัญชันมา 10 ดอก ล้างให้สะอาดแล้วนำไปใส่ในเครื่องปั่น จากนั้นเติมน้ำสะอาดลงไป 1 ถ้วย ปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำมากรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ นำน้ำอัญชันที่ได้ไปชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้เป็นประจำ รับรองว่าสาวๆ คนไหนที่อยากผมยาวเร็วสูตรนี้ได้ผลอย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่ผมของคุณจะยาวเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ผมของคุณจะดกดำเงางามด้วย

2. สูตรหมักผมสวยด้วย ดอกอัญชัน + เหล้าขาว ดอกอัญชัญหมักผมสูตรนี้ใช้ส่วนผสมสองอย่างระหว่าง ดอกอัญชันและเหล้าขาว วิธีทำคือ นำดอกอัญชัน 10 ดอก ล้างให้สะอาดแล้วนำไปแช่ในเหล้าขาวนิดหน่อย โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นขยี้ดอกอัญชันที่ผสมกับเหล้าขาวให้ละเอียด แล้วนำมากรองเอาแต่น้ำ นำไปชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง อาจจะนานสักหน่อยแต่ได้ผลดีแน่นอน แล้วจึงค่อยล้างออกให้สะอาด หากทำเช่นนี้เป็นประจำจะเป็นสูตรการปลูกผมได้อย่างดีเลยทีเดียว

3. สูตรหมักผมสวยด้วย ดอกอัญชัน + น้ำมันมะกอก ดอกอัญชัญหมักผมสูตรนี้เป็นการรวมตัวกันของสุดยอดสมุนไพรบำรุงผม วิธีการทำสูตรนี้ง่ายมาก แค่นำดอกอัญชันมา 15 ดอก ล้างให้สะอาด แล้วนำมาบดเอาแต่น้ำดอกอัญชันเข้มข้น เมื่อได้น้ำอัญชันมาแล้วก็นำมาผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา จากนั้นนำไปชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือมากกว่านั้นก็ได้ถ้ามีเวลา จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ผมของคุณจะเงางาม ดูมีสุขภาพผมดีจนใครๆ ก็ต้องอิจฉา

4. สูตรหมักผมสวยด้วย ดอกอัญชัน + โยเกิร์ต สูตรนี้เป็นสูตรที่เหมาะกับคนมีอายุสักหน่อย แต่เราต้องไม่ยอมแก่ตามอายุแน่นอน เริ่มจัดการกับปัญหาผมหงอกกันด้วยดอกอัญชัญหมักผมสูตรนี้เลย เพียงคุณนำดอกอัญชันมาสัก 1 กำมือ ล้างให้สะอาด แล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำมาผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ปัญหาผมหงอกของคุณก็จะดีขึ้น ทีนี้ยังไงก็ยังเด็กอยู่ชัวร์

5. สูตรหมักผมสวยด้วย อัญชัน + น้ำมะกรูด + กะทิ สูตรนี้แม้ว่าจะมีส่วนผสม 3 อย่าง แต่วิธีทำก็ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงนำดอกอัญชันมาคั้นให้ได้น้ำดอกอัญชัญประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ เช่นเดียวกันก็นำมะกรูดมาคั้นให้ได้น้ำมะกรูด 3 ช้อนโต๊ะ และใช้หัวกะทิอีกครึ่งถ้วยตวง ผสมทั้ง 3 อย่างให้เข้ากันดี แล้วนำไปชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วจึงล้างออก สูตรนี้สามารถจัดการได้ทั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัย และผมแห้งเสีย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

จากสูตรหมักผมด้วยดอกอัญชันที่ได้นำเสนอมาทั้ง 5 สูตรนั้น สามารถจบได้ทุกปัญหา ทั้งผมบาง ผมหงอก ผมแห้ง เพราะฉะนั้นใครมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเส้นผมก็สามารถเลือกใช้กันได้ ของดีๆ อยู่ริมรั้วแบบนี้ไม่ควรพลาด รีบไปเก็บอัญชันมาเนรมิตเส้นผมสวยกันเดี๋ยวนี้เลยนะค่ะ!

ประโยชน์ของถั่วที่ควรรู้


ถั่วมีหลากหลายชนิด ให้เราเลือกรับประทาน และแต่ละชนิดก็มีประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารแตกต่างกันไป

ถั่วเหลือง
เป็นพืชที่มีสารอาหารสูงที่สุดในบรรดาเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด และสามารถนำมารับประทานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นถั่วงอก เต้าหู้ เทมเป้ โยเกิร์ต แป้ง นม มิโซะ และซีอิ๊วขาว ถั่วเหลืองช่วยควบคุมอาการที่เกี่ยวเนื่องกับการหมดประจำเดือนทั้งยังช่วยป้องกัน มะเร็ง ในถั่วเหลืองยังอุดมด้วยวิตามินอีที่คอยต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินบีที่มีบทบาทในการบำรุงระบบประสาทและช่วยร่างกายต่อสู้กับความเครียด

ถั่วลันเตา
เป็นถั่วที่มีมากด้วยปริมาณวิตามินบี ช่วยรักษาระดับพลังงานและสร้างเนื้อเยื่อประสาทและกล้ามเนื้อ ใยอาหารสูงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และการย่อยมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีวิตามินบี 5 ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และวิตามินซีต้านอนุมูลอิสระ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์
เป็นแหล่งของวิตามินบี ที่ช่วยรักษาเส้นประสาทและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของร่างกาย ตลอดจนเสริมความต้านทานต่อความเครียด และยังมีแร่ธาตุสำคัญสำหรับสุขภาพภูมิคุ้มกัน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระซีลีเนียมที่จำเป็นต่อการผลิตแอนติบอดี และสังกะสีซึ่งใช้ต่อสู้กับไวรัส ยับยั้งเซลล์มะเร็ง แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

อัลมอนด์
อัลมอนด์ เป็นแหล่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันมะเร็ง ในอัลมอนด์ 100 กรัม จะมีวิตามินอี 24 มิลลิกรัม และยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมที่ป้องกันไวรัสได้อีกด้วย อัลมอนด์ยังมีเลทริลที่เชื่อว่าเป็นสารประกอบที่ต่อสู้กับเนื้องอกได้อย่าง มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีสังกะสีสูง ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ภูมิคุ้มกันและทำให้แผลหายเร็ว อัลมอนด์เต็มไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ให้คุณค่าทางสารอาหาร จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้

ถั่วมีผลดีต่อโรคหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีสาเหตุจากพันธุกรรมและพฤติกรรม พฤติกรรมที่สำคัญได้แก่ การออกกำลังกาย อ้วน และการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวาน มัน เค็ม แต่อาหารที่สามารถป้องกันโรคหัวใจโดยเฉพาะถั่ว เช่น ถั่ว almonds, walnuts, hazelnuts และ macadamias หากรับประทานประจำจะลดอุบัติการณ์ของ โรคหัวใจได้ร้อยละ 30-50

ถั่วกับโรคอ้วน
แม้ว่าถั่วจะมีส่วนประกอบสำคัญคือไขมัน แต่การรับประทานถั่วโดยยึดหลักการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกำหนดมิให้ได้รับพลังงานเกินความจำเป็น ทั้งนี้ ปริมาณไขมันที่มีในถั่ว fiber ที่อยู่ในถั่วจะทำให้คนที่รับประทานอาหารอิ่ม ไม่อยากรับประทานอาหารอื่น โดยมีการศึกษาถึงผลการรับประทานถั่ว Almond พบว่าการรับประทานถั่วนี้ไม่ทำให้น้ำหนักหรือระดับคอเรสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น เนื่องจากไขมันบางส่วนไม่ถูกดูดซึม

เราจะเพิ่มการรับประทานถั่วได้อย่างไร
การรับประทานถั่วมากพอประมาณจะช่วยป้องกันโรคดังกล่าว ดังนั้นการวางแผนรับประทานอาหารจำพวกถั่วจึงมีความจำเป็นทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้อ้วน โดยเราอาจจะรับประทานถั่วเป็นอาหารว่าง เราจัดถั่วเป็นอาหารหมวดที่ให้โปรตีน ดังนั้นหากรับประทานอาหารพวกถั่วจะต้องลดพวกเนื้อสัตว์ลงตามส่วน ลดไขมันอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น น้ำสลัดใช้อย่างใสที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงของทอด หลีกเลียงกะทิ

น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ

1. น้ำแครอท – อุดมไปด้วยแคลเซียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงแคโรทีนที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอภายในร่างกายมนุษย์และดูดซึมไปใช้ได้ทันที น้ำแครอทยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้

2. น้ำบีทรูท – มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง อุดมด้วยโปแทสเซียม เหล็ก วิตามินซี และแมกนีเซียม ช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีอาการสูญเสียความทรงจำและสมาธิสั้น และยังช่วยลดความเสียหายของร่างกายในผู้หญิงที่มีปัญหาปวดประจำเดือนอีกด้วย

 

3. น้ำแคลนเบอรี่ – มีวิตามินซีสูง เป็นที่รู้จักกันดีว่าน้ำแคลนเบอรี่ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่เป็นปัญหาของผู้หญิงทั่วโลก สามารถนำไปปั่นกับกล้วยหอมเพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าทางวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และล่าสุดยังพบว่าน้ำแคลนเบอรี่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชิ้ออีโคไลที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้

ผักหวาน

 


ประเภทของผักหวานผักหวานมี 2่ประเภท ดังนี้

1. ผักหวานบ้าน (EUPHORBIACEAE:Sauropus abicans) ลักษณะเป็นไม้พุ่มต้นเล็ก ต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบคล้ายใบมะยม แต่มีนวลขาว บนหน้าใบ ดอกเล็กเป็น ช่อสีแดง ขาว ผลขนาดเล็ก มีสีเขียวอ่อน จานรองผลมีสีแดงเข้มติดห้อยย้อยตามกิ่งใต้ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ปลูกง่ายนิยมใช้ต้นอ่อนมาปลูกในสวน ตามพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมรั้วบ้านหรือที่ใกล้แหล่งน้ำ
2. ผักหวานป่า (OPILLACEAE :Melientha suavis) เป็นผักพื้นบ้านของไทยที่ขึ้นเองตามป่าราบ มีทุกภาคในประเทศไทย ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมถึงขนาดกลางใบใหญ่ยาวคล้ายใบมะตูมผิวขาวนวล ผลกลม ขนาดเล็ก สีแดง ใบอ่อน ใช้รับประทานได้ เช่น ใบผักหวานบ้าน แต่รสหวานดี และมีราคาแพงกว่าผักหวานบ้าน การบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสดๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้

การเก็บใบผักหวานป่าไปรับประทาน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีต้นไม้ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ต้นเสน” เป็นไม้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับต้นผักหวานมาก ลำต้นออกมีสีหม่นๆ และใบหนากว่ากันเล็กน้อย ใบต้นเสนถ้ารับประทานเข้าไปจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน คอแห้ง อ่อนเพลีย หมดสติ ถ้ากำลังน้อย อาจตายได้

คุณค่าทางโภชนาการของผักหวาน

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของผักหวานทั้ง 2 ชนิดคล้ายคลึงกัน จัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามินซี บีตา-แคโรทีนซึ่งช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย

ยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ให้พลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญคือ

น้ำ 76.6 กรัม

โปรตีน 8.2 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม

ใยอาหาร 3.4 กรัม

เถ้า 1.8 กรัม

บีตา-แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม

วิตามินซี (vitamin C) 115 มิลลิกรัม

สรรพคุณของผักหวานป่า

ผักหวานป่าเป็นเครื่องยาไทยจำพวกผัก จะใช้ส่วนรากมาทำยา รากมีรสเย็น สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ดีพิการ แก้เชื่อมมัว แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้กระสับกระส่าย พบว่าผักหวานป่าจัดเป็นทั้งอาหารและยาประจำฤดูร้อน แก้อาการของธาตุไฟได้ตามแพทย์แผนไทย ส่วนยอดนิยมนำมาปรุงอาหาร มีรสหวานกรอบ ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ และระบายความร้อนหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียวเพื่อลดไข้ ลดความร้อน ปัจจุบันพบว่ามีการนำมาพัฒนาแปรรูปด้วยการทำแห้ง (dehydration) เป็นชาผักหวานป่า เป็นเครื่องดื่มชาสมุนไพร

การใช้เป็นอาหาร

ส่วนยอด และใบอ่อน และช่อผลอ่อน ของผักหวานทั้งสองชนิด มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อยนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มจิ้มน้ำพริกหรือแจ่ว ผัด อ่อม แกงใส่หน่อไม้ หรือแกงเปรอะ แกงเห็ด แกงเลียง แกงจืด ผัดผัก ยำผัก โดยเฉพาะแถวทางภาคอีสานและภาคเหนือนั้น จะนิยมแกงผักหวานป่าใส่ไข่มดแดง แกงใส่ปลาแห้ง

ผลแก่ของผักหวานอาจลอกเนื้อทิ้ง นำเมล็ดไปต้มรับประทานได้เช่นเดียวกับเมล็ดขนุน มีรสหวานมัน

 

COCKATIEL (นกค๊อกคาเทล)


นกค็อกคาเทลเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามที่กำลังได้รับความนิยมเลี้ยง จนฟาร์มนกผลิตลูกนกไม่ทันขาย เสน่ห์ของนกค็อกคาเทลอยู่ที่ความเชื่อง ฝึกให้บินอิสระแล้วกลับมาหาเจ้าของได้

เมื่อพูดถึง นกที่มีเอกลักษณ์สายพันธุ์เล็ก อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน นั่นก็คือ นกค๊อกคาเทล มีลักษณะหงอนที่สวยงาม และองค์ประกอบของนกที่ดูสง่า น่าเป็นเจ้าของ สำหรับนกค๊อกคาเทลแล้วมีลักษณะนิสัยไม่ค่อยต่างจากแอฟริกันเกรย์ คือชอบท่องเที่ยว ออกข้างนอกห้องกับเจ้าของของมัน และชอบไซร้ขนให้ตัวเอง แต่จะไม่ชอบยืนบนมือผู้อื่น ค๊อกคาเทลเมื่อถูกฝึกมานั้น สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับเจ้าของได้อย่างดีเยี่ยม โดยลักษณะทั่วไปนกค๊อกคาเทลขึ้นชื่อในเรื่องของความเงียบสงบ และจะตอบกลับการเรียกของเจ้าของบ้าง แล้วแต่สถานการณืความสนใจของนกในช่วงนั้นๆ ฉะนั้นจึงไม่แปลกสำหรับเจ้าค๊อกคาเทลที่ส่วนใหญ่ผู้ที่อยู่หอพัก จะนิยมนำไปเลี้ยงกัน
ค๊อกคาเทลเมื่อเจ้าของฝึกนกมาเป็นอย่างดีแล้ว สามารถเลียนแบบเสียงต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงปลุกนาฬิกา เสียงริงโทน ซึ่งต้องอาศัยการให้นกได้ฟังบ่อยๆ นอกจากนั้นผู้ฝึกที่ต้องการนำไปปล่อยบินอิสระจะต้องให้ความสำคัญกับการปล่อยค๊อกคาเทลคือ เนื่องด้วยเป็นนกที่ค่อนข้างจะตกใจง่าย ฉะนั้นถ้ามีสถานการณ์ที่ทำให้นกตกใจระหว่างการบิน อาจจะทำให้นกพลัดหลงไปมันจะเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงปล่อยบินอิสระ ฉะนั้นการปล่อยค๊อกคาเทลเพื่อบินอิสระ ควรจะต้องฝึกนกให้แม่นยำ สำหรับการบิน การเรียกกลับและ การคุ้นชินกับสถานการณ์ที่อาจจะทำให้นกตกใจได้ ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ

สำหรับสีสันของนกค๊อกคาเทล แบ่งออกตามลักษณะของสีแก้มของนก ดังนี้

1. White Face ไว้ท์ เฟสหรือแก้มขาว เป็นลักษณะของยีนส์ recessive gene เมื่อต้องการลูกที่มีลักษณะหน้าขาว จะต้องผสมเข้ากับหน้าขาวที่เกิดจากพ่อและแม่หน้าขาวด้วย ฉะนั้นการได้ผลผลิตมาต้องใช้ องค์ความรู้ในการผสมออกมา (ปัจจุบัน ฟาร์มมีทั้งหมด ประมาณ 6 คู่)

2. แก้มสีสีม เป็นลักษณะของยีนส์เด่นหรือ Dominant Gene เป็นลักษณะเด่นตามธรรมชาติของนกค๊อกคาเทล ถ้าต้องการให้มีแก้มสีส้ม การผสม เพียงแค่มีพ่อหรือแม่เป็นแก้มส้มก็ให้ผลผลิตออกมาได้แล้ว

3.แก้มสีพาสเทล ถือได้ว่าเป็นลูกครึ่งระหว่าง แก้มขาวกับแก้มส้ม ที่มีลักษณะของแก้มที่ความเข้มลดลง เป็นลักษณะสีพาสเทล (อ่อนลงไป)

4. แก้มเหลือง ในเมืองไทย มันจะพบค๊อกคาเทลแก้มเหลืองและตัวเหลืองด้วย สำหรับการผสมเพื่อให้ได้แก้มเหลืองนั้น จะขึ้นอยู่กับตัวผู้เป็นหลักในการผสม เพื่อให้ได้ลูกเป็นแก้มเหลือง

“โทงเทง” สมุนไพรไทยชื่อไม่คุ้น ลดเบาหวาน-ขับพยาธิ

 


“โทงเทง” อีกหนึ่งสมุนไพรพื้นบ้านดีๆ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือคนต่างจังหวัดอาจจะเคยเห็นกันมาบ้าง เพราะเราสามารถพบเห็นกันได้ตามข้างทาง ข้างถนน หรือริมรั้ว แต่คนเมืองอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อนัก
โทงเทง คืออะไร?

โทงเทง เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ใบกลม ดอกสีเหลือง ผลกลมพองปลายแหลม เป็นที่นิยมในหมู่คนจีน เพราะมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ

พบโทงเทงได้ที่ไหน?

ตามข้างถนนหนทางในต่างจังหวัด ริมรั้วบ้าน ชายป่า ข้างคลอง ตามตรอกซอกซอยในชนบท ดงหญ้าข้างทาง สมัยก่อนพบเห็นกันทั่วไป หรือบางที่ที่มีคนจียอาศัยอยู่ อาจะเห็นคนจีนปลูกไว้ เพราะคนจีนจะทราบสรรพคุณของโทงเทงดีว่าเป็นสมุนไพรดีมีประโยชน์

ประโยชน์ของโทงเทง

1. แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

2. บรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ ฝีในคอ โดยละลายลำต้นในเหล้า หรือน้ำส้มสายชู ชุบด้วยสำลีแล้วอมไว้ในกระพุ้งแก้ม ค่อยๆ กลืนน้ำลงคอทีละน้อย

3. บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ ไอ หอบ โดยดื่มน้ำต้มโทงเทง กับเปลือกส้มจีนแห้ง หรือตั้งพ๊วยเข้าด้วยกัน

4. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน

5. แก้อาการปวดศีรษะ

6. ช่วยขับพยาธิในลำไส้

7. เป็นยาระบายอ่อนๆ

8. เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

9. บรรเทาอาการแผลฟกช้ำ บวม อักเสบ โดยการตำลำต้นมาพอกบริเวณแผล

10. บรรเทาอาการโรคหอบหืด ใช้ทั้งต้นแห้ง 1/2 กิโลกรัม ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลกรวดลงไปให้หวาน รับประทานครั้งบะ 1/4 ถ้วยแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเป็นเวลา 10 วัน หยุดยา 3 วัน รับประทานต่อไปอีก 10 วัน พักอีก 3 วัน แล้วรับประทานต่อไปอีก 10 วัน

หากพบเห็นเจ้าต้นโทงเทงที่ไหน ลองเข้าไปสำรวจดูใกล้ๆ นะคะ สมุนไพรดีมีประโยชน์แบบนี้ ควรอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ และประโยชน์ต่างๆ ก็เป็นความรู้ไว้บอกกล่าวลูกหลานสืบไปด้วย

ไขข้อสงสัย…การเลี้ยงแมวดีต่อใจยังไง ? ทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาส

 

 

 

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

ไขข้อสงสัยการเลี้ยงแมวดีต่อใจอย่างไร ช่วยรักษาสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ถ้าอยากรู้ว่าทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาสแมว มาหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะไม่ใช่สงครามหรือสภาพอากาศที่แปรปวนแต่อย่างใด แต่กลับเป็นความรู้สึกเปราะบางในจิตใจของเรานี่แหละ ที่จ้องจะทำร้ายตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคเครียดที่เพิ่มมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีภาวะโรคซึมเศร้าปรากฎให้เห็นอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าการรักษาส่วนมากจะต้องพึ่งยาเป็นหลัก แต่ผลงานวิจัยบางตัวกลับพบว่าสัตว์เลี้ยงอย่าง “แมว” นี่แหละ สามารถช่วยบำบัด รักษา และปรับสภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งวันนี้จะได้รู้กันว่าการเลี้ยงแมวส่งผลต่อสภาวะจิตใจอย่างไรบ้าง ?

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

โดยมหาวิทยาลัยในเมืองบัฟฟาโล นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ดร.คาเรน เอล์เลน (Karen Allen) แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ทำการวิจัยและประเมินผลเกี่ยวกับ ผลกระทบที่เกิดจากภาวะทางสังคมต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอ็นไซม์เรนิน (Renin) ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเครียดในกลุ่มอาชีพผู้ช่วยนักลงทุน (Stockbroker) ในนิวยอร์ก จำนวน 48 คน จากการทดลองให้ยาที่ชื่อ ลิซิโนพริล (Lisinopril) และ แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (ACE) ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 24 คน กลุ่มแรกรักษาด้วยการให้ยาเพียงอย่างเดียว ส่วนกลุ่มที่ 2 รักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมาหรือเแมว

หลังการรักษา 6 เดือนพบว่ากลุ่มที่เลี้ยงสัตว์ไปพร้อม ๆ กับรับประทานยามีอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (Renin) น้อยลงเมื่อเทียบกับผู้ที่รักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าต้องส่งผลให้สุขภาพจิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

พร้อมกันนี้ยังแสดงให้ถึงข้อดีของการเลี้ยงแมวด้วยว่า…

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

1. แมวจะรักเจ้าของโดยไม่มีเงื่อนไข

เพราะสัตว์ก็คือสัตว์ พวกมันจะไม่สร้างเงื่อนไขหรือเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในความสัมพันธ์ ดังนั้นการเลี้ยงแมวจึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นเพื่อนยามเหงา ไม่ปล่อยให้ความเครียดมีอิทธิพลสร้างกำแพงแยกเราออกจากสังคม และไม่ทำให้เราต้องคอยกังวลว่าพวกมันจะคิดอย่างไร

2. เพิ่มความรับผิดชอบทำให้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

หลายคนอาจจะคิดว่า ตนเองคงเลี้ยงแมวไม่ได้หรอก เพราะลำพังต้องดูแลตัวเองยากลำบากพออยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่า ความรับผิดชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลแมวนี่แหละ ที่จะทำให้คุณมองเห็นคุณค่าและความมีสำคัญในตัวเองมากยิ่งขึ้น

3. พาแมวไปเดินเล่น เพื่อสร้างสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น

ถ้าได้เริ่มเลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วล่ะก็ เจ้าของจะต้องพาแมวออกไปเดินเล่นนอกบ้านอยู่บ่อย ๆ ซึ่งกิจกรรมนี้จะทำให้เจ้าของได้ออกกำลังกายไปในตัว ทำให้สุภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดได้ดี และส่งผลให้จิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

4. การสัมผัสแมวจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้

แม้ว่าคุณจะอารมณ์เสียมาจากไหน แต่ถ้าได้ลูบไล้ขนนุ่ม ๆ ของแมวแล้วก็จะทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมีอ้างอิงได้จากผลของการวิจัยให้ผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้เลี้ยงสัตว์และประเมินผลพบว่า พวกเขารู้สึกทุกข์ทรมานจากอาการของโรคซึมเศร้าน้อยลงเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง

5. แมวช่วยรักษาระดับความดันโลหิตได้เป็นปกติดีกว่าการพึ่งยา

แม้ในทางการแพทย์จะใช้ยาที่ช่วยลดความดันโลหิต แต่ผลการวิจัยกลุ่มอาชีพผู่ช่วยนักลงทุน (Stockbrokers) ในนิวยอร์ก ที่เป็นความดันโลหิตสูง ด้วยการให้เลี้ยงหมาและแมวนั้นพบว่า กลุ่มผู้ที่เลี้ยงสัตว์มีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำลงกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

6. สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม

เมื่อคุณได้พาแมวออกไปข้างนอกแล้วไปเจอสังคมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลี้ยงแมวเหมือนกันหรือผู้คนรอบข้าง ก็จะทำให้เกิดการพูดคุยและเปิดโอกาสตัวเองได้สานสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี

7. แมวรับฟังปัญหาได้ดีกว่าคน

บางครั้งการได้พูดระบายหรือบอกเล่าปัญหาให้กับคนที่ไว้ใจได้รับฟังก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่อาจจะน้อยกว่าการระบายให้แมวฟัง เพราะพวกมันจะไม่ตัดสินอะไรในตัวคุณได้เลยแม้แต่น้อย และจะรับฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้รู้สึกสบายใจมากกว่าการระบายให้คนฟังในบางครั้ง

แม้ว่าผลจากการวิจัยและทดลองจะปรากฏให้เห็นว่า การเลี้ยงคือส่วนหนึ่งมีช่วยบรรเทาความเครียดจากโรคซึมเศร้าให้ลดลงได้ แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้โรคนี้หายขาดแต่อย่างใด หากใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะหรือเป็นโรคซึมเศร้าก็อย่าได้ยอมแพ้นะคะ จงเข้มแข็ง และลองหาแมวมาเลี้ยงให้เป็นเพื่อนคลายเหงาดูสิคะ